แม้ว่าคนงานต่างชาติจะสมัครทั้งประกันหมดอายุออกนอกประเทศและกองทุนบำเหน็จบำนาญแบบกำหนดเงินสมทบ (DC) แต่หากยอดรวมที่คนงานได้รับเป็นเงินสุดท้ายน้อยกว่ายอดคำนวณเงินชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมาย ผู้ใช้แรงงาน (นายจ้าง) จะต้องรับผิดชอบชำระส่วนต่างนั้น
1. สาเหตุของการเกิดส่วนต่าง
เงินชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมายคำนวณจากค่าแรงเฉลี่ย 3 เดือนก่อนเลิกจ้าง แต่ประกันหมดอายุออกนอกประเทศสะสม 8.3% ของค่าแรงปกติรายเดือน ทำให้เกิดส่วนต่างในกรณีต่อไปนี้
การเพิ่มขึ้นของค่าแรง: เมื่ออายุงานยาวนานขึ้น ค่าแรงเฉลี่ย ณ เวลาเลิกจ้างสูงกว่าช่วงเริ่มสมัคร
ค่าทดแทนวันหยุดประจำปีและค่าล่วงเวลา: เมื่อค่าทดแทนที่จ่ายก่อนเลิกจ้างรวมอยู่ในค่าแรงเฉลี่ย ทำให้ยอดเงินชดเชยตามกฎหมายมากกว่ายอดสะสมประกัน
2. ผู้มีหน้าที่ชำระและพื้นฐานทางกฎหมาย
ผู้มีหน้าที่ชำระ: ผู้ใช้แรงงาน (นายจ้าง) ที่จ้างคนงานต่างชาติดังกล่าว
พื้นฐานทางกฎหมาย: พระราชบัญญัติการจ้างงานคนงานต่างชาติ มาตรา 13 และกฎกระทรวง มาตรา 21 กำหนดว่ารองรับกรณีที่เงินประกันหมดอายุออกนอกประเทศน้อยกว่าเงินชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองการเลิกจ้างของลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงานต้องชำระส่วนต่าง
คำพิพากษาศาลฎีกาและการตีความทางปกครอง: แม้สมัครกองทุนบำเหน็จบำนาญ (DC) หากยอดรวมประกันหมดอายุออกนอกประเทศกับกองทุนน้อยกว่าเงินชดเชยตามกฎหมาย ผู้ใช้แรงงานต้องชำระส่วนต่างโดยตรงเพื่อไม่ให้เกิดการค้างจ่ายค่าแรงตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
3. การคำนวณส่วนต่างและขั้นตอนการชำระ
นายจ้างต้องดำเนินการดังต่อไปนี้เมื่อลูกจ้างเลิกจ้างหรือเปลี่ยนสถานประกอบการ
4. ข้อควรระวัง (ข้อมูลล่าสุด)
ปัญหาการรับภาระซ้ำซ้อน: เมื่อนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญ DC โดยทั่วไปในทางปฏิบัติจะชำระเฉพาะส่วนต่างหลังหักเบี้ยประกันหมดอายุออกนอกประเทศที่ชำระอยู่แล้ว แต่หากเกิดข้อผิดพลาดในการคำนวณทำให้สะสมน้อยกว่ามาตรฐานกฎหมาย ต้องระวัง
เวลาการชำระ: ประกันหมดอายุออกนอกประเทศชำระหลักเมื่อ 'ออกนอกประเทศ' แต่ส่วนต่างเงินชดเชยต้องชำระภายใน 14 วันหลังสิ้นสุดความสัมพันธ์แรงงาน หากฝ่าฝืนอาจถือเป็นการค้างจ่ายค่าแรง
สรุป: ไม่ว่าคนงานต่างชาติจะสมัครรูปแบบใดของระบบสวัสดิการเลิกจ้าง หากไม่ถึงยอดเงินชดเชยขั้นต่ำที่รัฐรับประกัน นายจ้างต้องชดเชยส่วนที่ขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น